โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์” แค่โก คาร์ทจริงหรือ!

“โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์” แค่โก คาร์ทจริงหรือ!?

เป็นประเด็นร้อนเหมือนกัน เมื่อเจอ ดาวยิงเรอัล มาดริด คาริม เบนเซม่า เปรียบเทียบให้ตัวเองเป็นรถฟอร์มูล่า วัน ส่วนดาวยิงเชลซี โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ เป็นแค่โกคาร์ท

คำถามคือโอลิวิเย่ร์ ชิรูด์แย่ขนาดนั้นจริงหรือ!?

ไม่ใช่กองหน้าสไตล์โป้งปิดบัญชี!! ไม่ใช่พวกสับขาหลอกแล้วยิงแหวกอากาศ!! ฯลฯ

แล้วทำไม!? ชิรูด์ถึงยืนหยัดเป็นตัวจริงให้ทีมชาติฝรั่งเศสยุค ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์มาตลอด ทั้งเนชั่นลีก, ยูโร, ฟุตบอลโลก รวมถึงรายการคัดเลือกต่างๆ

ทำไม!? อันโตนิโอ คอนเต้ถึงเลือกชิรูด์ไปร่วมทีมเชลซี ก่อนจะมีข่าวสนใจดึงไปร่วมงานอีกครั้งที่อินเตอร์ มิลาน

ในขณะเดียวกัน ลาซิโอและสเปอร์ส ก็ยื่นข้อเสนอมาอย่างจริงจังด้วย

สุดท้ายเชลซีไม่อยากปล่อยไป และกุนซือแฟรงค์ แลมพาร์ดก็สัญญาว่าจะให้ชิรูด์ได้เล่นมากขึ้น

ทำไม!? ทำไม!? ทำไม!?ถึงมีคนสนใจเขาขนาดนี้

ยืนค้ำได้ พักบอลได้ พิงชนกองหลัง ดึงตัวประกบ เล่นหันหลังให้โกลได้ เก็บบอลโด่ง ทำชิ่งตัวรุก เปิดทางให้เกมรุกคนอื่นมีพื้นที่และทะลวงได้ดี

โจมตีทางอากาศได้ ทำให้สไตล์การเล่นของทีมมีความหลากหลาย และพิษสงการทำประตูในฐานะกองหน้าก็ไม่เลว

ที่สำคัญคือไม่งอแง ไม่สร้างปัญหาแม้ตัวเองต้องตกเป็นตัวสำรอง แถมยังใจสู้ ทุ่มเท มีความเป็นมืออาชีพและทัศนคติที่ยอดเยี่ยม

นักฟุตบอลหลายคนเก่ง แต่ถ้ามีปัญหาเล่นไม่เข้ากับระบบ ปรับตัวกับทีมไม่ได้ ก็ไม่สามารถส่งเสริมประสิทธิภาพให้ทีมได้เท่าที่ควรจะเป็น ซึ่งก็เห็นกันเยอะแยะ

โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์อาจไม่ใช่นักเตะที่เต็มไปด้วยเทคนิค อาจไม่ใช่นักเตะที่เก่งที่สุด แต่เป็นนักเตะที่สำคัญและตอบโจทย์ต่อทีมมาก เป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยเติมประสิทธิภาพให้ทีมนั้นๆ

คำพูดของกุนซือฝรั่งเศส ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ที่ว่า “เขาอาจจะไม่ได้มีลีลาสวยงามเหมือนนักเตะคนอื่นแต่ทีมต้องการเขาในทุกๆเกม แม้ว่าเขายิงประตูไม่ได้แต่เขาทำอะไรหลายอย่างให้เรา”

“โอลิวิเยร์มีความสำคัญต่อทีมของเรารวมถึงความสำคัญต่อสไตล์การเล่นของทีม”

จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้ : ถ่ายเลือดที่ลงตัว!!

“จิ้งจอกสีน้ำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้ : ถ่ายเลือดที่ลงตัว!!

ขึ้นชื่อว่าแชมป์แห่งพรีเมียร์ลีก 2015/16 เป็นประวัติศาสตร์ของ “จิ้งจอกสีนำเงิน” เลสเตอร์ ซิตี้

ทว่ายังไม่พอต่อการยกระดับรากฐานสโมสรให้แข็งแกร่งเทียบเท่าระดับยักษ์ใหญ่ในแดนผู้ดี อย่าง แมนฯยูไนเต็ด, แมนฯซิตี้, ลิเวอร์พูล, เชลซี, สเปอร์สหรืออาร์เซน่อล

แน่นอนว่าเลสเตอร์ต้องการมากกว่านั้น เพื่อยกระดับทีมให้คงที่

สิ่งที่พวกเขาต้องเผชิญ ณ เวลานั้น หลังคว้าแชมป์ลีก 2015/16 คือ เสี่ยงเสียแข้งตัวแกร่งให้ทีมอื่นๆและเสี่ยงต่อความโรยราของนักเตะ

ฤดูกาลถัดมาพวกเขาไม่มี เอ็นโกโล่ ก็องเต้ กลางรับที่ถือว่าดีที่สุดในโลกก่อนเลย โดยย้ายไปเชลซี บวกกับความโรยราในแดนหลังของโรเบิร์ต ฮูธและเวส มอร์แกน

ฤดูกาล 2016/17 เลสเตอร์คว้าอันดับ 12 เสียประตูยับถึง 63 ลูก เยอะติดท็อป 7 ทีมที่เสียประตูเยอะที่สุด ฟอร์มเทียบไม่ได้กับชุดแชมป์ 2015/16 ที่เสียเพียง 36 ประตูเท่านั้น

หลังจากนั้นเรื่อยมาก็ต้องเสียทั้งแดนกลาง แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ ให้เชลซีปี 2017 และตัวรุก ริยาด มาห์เรซ ให้แมนฯซิตี้ปี 2018

ในขณะที่การเสริมทัพเพื่อแก้ปัญหาในตอนนั้น แทบไม่เข้าเป้าเอาซะเลย

ปี 2016/17 กว่าความพยายามจะประสบความสำเร็จ ก็เป็นช่วงมกราคมเข้าให้แล้ว โดยมีเพียงแค่กลางรับ วีลเฟรด เอ็นดีดี้

ต่อมาปี 2017/18 พวกเขาเริ่มค้นพบจี๊กซอว์ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ กองหลังตัวกลาง และ เบน ชิลเวลล์ ฝั่งแบ็คซ้าย แต่นั่นไม่เพียงพอต่การคว้าตั๋วยุโรป โดยรั้งอันดับ 9

เลสเตอร์เริ่มต้นฤดูกาล 2018/19ด้วยการค้นพบแข้งฝีเท้าดีเพิ่มเติมคือ ริคาร์โด้ เปร์เรร่า แบ็คขวาและเจมส์ แมดดิสัน ตัวรุก ตามด้วย ยูรี่ ตีเลอม็องส์ กองกลางและฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ตัวรุกในช่วงมกราคม

ถึงแม้ยังสลัดหนีอันดับ 9 ในลีกไม่หลุดอีกปี แต่สิ่งที่เลสเตอร์ได้คือความเป็นรูปเป็นร่าง

แม้ปี 2019/20 จะเสียแฮร์รี่ แม็คไกวร์ให้แมนฯยูไนเต็ด แต่มี คักล่าร์ โซยุนคู ทดแทนได้ในแนวรับพอดิบพอดี ในขณะที่การดึงตัวรุก อาโญเซ่ เปเรซ ก็ไม่ได้ถือว่าน่าเกลียดเลย

พร้อมกันนั้นยังมี 2 กองกลาง ฮัมซ่า เชาดูรี่และเดนนิส ปราเอ้ต์ ที่มีลุ้นขึ้นมาสอดแทรกด้วย

ซึ่ง 10 ผู้เล่นที่ว่ามา มีอายุใช้งานอีกหลายปี ถ่ายเลือดหนนี้ของเลสเตอร์ ถือว่า “สำเร็จ”

ไม่แปลกที่พวกเขากำลังสะเทือนพื้นที่ UCL ฤดูกาล 2019/20 อย่างที่เห็น

แต่สุดท้ายแม้เลสเตอร์จะถ่ายเลือดลุล่วง แต่ก็เสี่ยงเสียเลือดเรื่อยๆเหมือนเดิม ท่ามกลางข่าวลืออย่างต่อเนื่อง

แต่ดูจากพฤติกรรมในยุคหลังๆ ที่เลสเตอร์ไม่ยอมเสียแข้งตัวหลักไม่เกิน 1 คนต่อปี เทียบกับการค้นพบเรื่อยๆแล้ว

เชื่อว่าจิ้งจอกสีน้ำเงินกับการสะเทือน TOP 4 อาจไม่ใช่เส้นขนานบ่อยๆแน่นอน